หน้าหลัก
  เกี่ยวกับเรา
 

ประวัติความเป็นมา
  รายนามคณะกรรมการ
  ข้อบังคับของสมาคม
  สมาชิก
  วิธีการสมัครสมาชิก และสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ
  เนื้อหาการบรรยาย
  เอกสารประกอบการบรรยาย
  การบรรยาย ปี พ.ศ.2555
  การบรรยาย ปี พ.ศ.2554
  การบรรยาย ปี พ.ศ.2553
  การบรรยาย ปี พ.ศ.2552

 

    | หน้าหลัก

ข้อบังคับของสมาคม

 

หมวดที่  1  บททั่วไป

ข้อ 1  สมาคมนี้ให้ชื่อว่า สมาคมค้นคว้าทางจิตแห่งประเทศไทย เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่าThe Society for Psychical Research of Thailand มีเครื่องหมายตามแบบรูปและลักษณะดังนี้
 

ข้อ 2  วัตถุประสงค์ของสมาคมนี้ คือ

  1.  เพื่อสนับสนุนให้มีการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
  2. เพื่อศึกษาค้นคว้าข้อเท็จจริงทางจิตในทางวิทยาศาสตร์
  3. เพื่อเผยแพร่และปลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเรื่องของจิต โดยจัดให้มีการแสดง
    ปาฐกถา การบรรยาย การพบปะสนทนา การออกนิตยสาร
    หรือการแลกเปลี่ยนความรู้กับสมาคมวิทยาการอื่นทั้งในและนอกประเทศ
  4. เพื่อส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างสมาชิกแต่ไม่สนับสนุนเพื่อชื่อเสียงของบุคคลใด
    บุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ และไม่เกี่ยวกับการเมือง

ข้อ 3  สำนักงานของสมาคมตั้งที่ 999 โครงการวิจัยและพัฒนาศาลายาสเต็มเซลล์
อาคารปัญญาวัฒนา สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว
มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา นครปฐม 73170
โทร. 02-4410602 ต่อ 1608
ข้อ 4  ให้สมาคมอาราธนาเจ้าอาวาส วัตมกุฎษัตริยาราม เป็นองค์อุปถัมภ์ของสมาคม
ข้อ 5  การเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับนี้ ให้ทำโดยมติที่ประชุมใหญ่ หรือ
ที่ประชุมวิสามัญ โดยถือคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของในขณะนั้นและสมาชิก
ต้องมีจำนวน ครบองค์ประชุม
ข้อ  6 การเลิกสมาคมให้ทำได้โดยการประชุมใหญ่ หรือการประชุมวิสามัญโดยถือง คะแนนเสียไม่น้อยกว่าใน 10 ของที่ประชุมในขณะนั้น แล้วให้เรียกการประชุมอีกครั้งหนึ่ง หลังจากการประชุมครั้งแรกแล้ว 15 วัน เพื่อยืนยันมติเดิมโดยคะแนนเสียงไม่น้อย
กว่า 9 ใน10ของสมาชิกที่ประชุมในขณะนั้น

ข้อที่ 7  เมื่อสมาคมได้เลิกไปตามมติข้อ 5 แล้ว การโอนทรัพย์สินของสมาคมไปให้นิติบุคคลใด ให้เป็นไปตามมติของที่ประชุม ซึ่งลงมติในการเลิกสมาคม

หมวดที่  2  สมาชิก

ข้อ 8  สมาชิกมี 2 ประเภท คือ

  1.  สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่บุคคลที่คณะกรรมการลงมติให้เชิญเข้ามาเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์
  2.  สมาชิกสามัญ ได้แก่บุคคลที่สมัครเข้ามาเป็นสมาชิก โดยมีสมาชิก รับรอง2คนตามแบบใบสมัครของสมาคมและได้รับอนุญาตจาก๕ณะกรรมการ แล้ว

ข้อ 9  สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกมีดังนี้

  1.  ปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของสมาคม
  2.  สมาชิกมีสิทธิและเกียรติที่จะได้รับประโยชน์อันพึงมีพึงได้จากกิจการของสมาคม
  3.  สมาชิกมีสิทธิในการขอร้องสมาคมเพื่อจัดการบรรยายหรือการแสดงในข้อเท็จจริงแก่ ประชาชน โดยผ่านการพิจารณาของนายกสมาคม
  4.  สมาชิกมีสิทธิในการเขียนบทความเขียนเรื่องการค้นคว้าในนิตยสารของสมาคมโดยผ่าน การพิจารณาและรับผิดชอบของบรรณาธิการ
  5. สมาชิกมีสิทธิขอร้องสมาคมในด้านความสะดวกการติดต่อภายในหรือภายนอกประเทศ โดยผ่านการพิจารณาของนายกสมาคมแต่โดยปกติแล้ว ทางสมาคมจะถือว่าการช่วยเหลือ ในด้านการเงินและความสะดวกอื่น ๆ นั้นเป็นหน้าที่ของสมาชิกที่จะสนใจ ศึกษาค้นคว้า ในข้อเท็จจริงต่าง ๆ เอง
  6. สมาชิกมีสิทธิ์ที่จะเข้าร่วมการประชุมสามัญ การประชุมวิสามัญ และการประชุมใหญ่ โดยมีเสียงลงคะแนนสมาชิก 1 เสียง
  7.  ผู้ที่ไม่ใช่สมาชิกสามัญไม่มีสิทธิในการออกเสียงลงมติ แต่มีสิทธิที่จะแสดงความคิด เพื่อความเจริญของสมาคม
  8. สำหรับค่าบำรุงของสมาชิกนั้น คณะกรรมการเป็นผู้พิจารณาวางอัตรากำหนดไว้
  9. สมาชิกย่อมสิ้นสุดโดยการลาออก ได้ขาดการส่งบำรุงสมาคมเกินกว่า 3 ปี หรือ ประพฤติตนอันอาจนำมาซึ้งความเสื่อมเสียสู่สมาคม ซึ่งคณะกรรมการให้ถอนชื่อ ออกจากทะเบียนได้

ข้อ10 สมาชิกอาจได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการของสมาคมแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนไปทำการแสวงหา ข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับเรื่องทางจิต
ให้สมาคมก็ได้

หมวดที่  3  กรรมการ

ข้อ 11  คณะกรรมการประกอบด้วย นายก 1 อุปนายก 1 นายทะเบียน 1 เลขาธิการ 1 เหรัญญิก 1 ปฏิคม 1 บรรณารักษ์ 1 สาราณียกร 1 รวม 8ตำแหน่ง
การเลือกคณะกรรมการให้ที่ประชุมใหญ่ หรือ ที่ประชุมวิสามัญเลือกสมาชิก 2 คน เพื่อตั้งเป็น นายก 1 และอุปนายก 1 รวม 2 ตำแหน่ง โดยวิธีเสนอชื่อ สมาชิกและมีผู้รับรองอย่างน้อยตำแหน่งละ 5 คน แล้วออกเสียงลงคะแนนจากรายชื่อเสนอนั้นว่า ผู้ใดสมควรจะเข้ารับตำแหน่งใด แต่ถ้ามีผู้รับตำแหน่ง เท่ากันหลายคน ก็ให้มีการจับฉลากกันให้นายกกับอุปนายก เลือกสมาชิกแต่งตั้ง เป็นกรรมการจนครบตำแหน่ง ทั้งนี้จะต้องทำให้เสร็จภายใน 15 วัน
นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง แล้วจึงให้คณะกรรมการชุดใหม ่การสับเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่กรรมการ นอกจากนายกและอุปนายกย่อมกระทำได้โดยมติ
ของคณะกรรมการ

ข้อ 12 คณะกรรมการมีอำนาจที่จะแต่งตั้งบุคคลใดก็ได้ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการที่ปรึกษากรรมการผู้ช่วยหรือในตำแหน่งต่าง ๆ ได้ตามความเหมาะสม และกรรมการดังกล่าวในข้อนี้ย่อมสิ้นสุดลง ตามสภาพของคณะกรรมการผู้แต่งตั้งนั้น หรือในเมื่อมีมติของคณะกรรมการให้ยกเลิก ถอดถอนหรือโดยการตายหรือลาออก
ข้อ 13 คณะกรรมการอยู่ในตำแหน่งคราวละ 3 ปี เมื่อครบกำหนดแล้วให้มีการประชุม ใหญ่เลือกตั้งคณะกรรมการขึ้นใหม่ตามข้อ11 และ ข้อ12
ถ้ามีเหตุหนึ่ง เหตุใด ซึ่งนายกต้องพ้นจากตำแหน่งก่อนกำหนดนี้ หรือ ไม่สามารถจะปฏิบัติงานในหน้าที่ได้อย่างปกติโดยไม่แจ้งเหตุผลอันควร และเกินเวลาอันควร ให้เลื่อนอุปนายกดำรงตำแหน่งนายกต่อไป และถ้าอุปนายกต่อไป และถ้าอุปนายกต้องพ้นจากตำแหน่ง ก็ให้คณะกรรมการเลือก กรรมการขึ้นเป็นอุปนายก ถ้ากรรมการตำแหน่งใดว่างลงก็ให้นายกเลือกตั้งสมาชิกขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ทั้งนี้ผู้เข้าดำรงตำแหน่ง
แทนดังกล่าวในวรรคก่อนหน้านั้นให้ดำรงตำแหน่งอยู่เท่าระยะเวลาที่คงเหลือของตำแหน่งที่เข้าไปแทนนั้น

หมวดที่ 4 การประชุม

ข้อ 14 การประชุมสามัญให้มีการประชุมในวันอาทิตย์ต้นเดือนของทุกเดือน
ข้อ 15 การประชุมวิสามัญแล้วแต่คณะกรรมการจะเห็นสมควร
ข้อ 16 การประชุมใหญ่ให้มีเดือนแรกของปีปฏิทินหรือตามความเหมาะสม ซึ่งคณะกรรมการการบริหารต้องเสนอระเบียบวาระประชุมดังนี้
                (1) แถลงกิจการที่ได้ดำเนินมาในรอบปี
                (2) แสดงงบดุลและบัญชีรายรับรายจ่าย
                (3) เลือกตั้งคณะกรรมการสำหรับครั้งต่อไป ถ้าครบกำหนดแล้ว

               

(4) เลือกตั้งผู้สอบบัญชี และกำหนดค่าจ้างสำหรับปีต่อไป
(5) เรื่องอื่นๆถ้ามี
ข้อ 17 การประชุมคณะกรรมการ แล้วแต่นายกจะเห็นสมควร
ข้อ 18 การเรียกประชุม ให้เลขาธิการแจ้งกำหนด วัน เวลา สถานที่ ละระเบียบวาระการประชุมทราบล่วงหน้าก่อนวันประชุมอย่างน้อย 7 วัน เว้นแต่ในกรณีด่วน
ข้อ 19 องค์ประชุมให้กำหนดดังนี้คือ
การประชุมหรือการประชุมวิสามัญ ครั้งแรกจะต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกในจังหวัดพระนครและธนบุรี ถ้าการประชุมครั้งแรกไม่ครบองค์ประชุมให้นัดประชุมครั้งที่ 2ภายในระยะเวลาไม่เกิน 15 วัน จากการประชุมครั้งแรก และในการประชุมครั้งที่ 2 นี้ สมาชิกมาประชุมเท่าใดก็ให้ถือว่าเป็นองค์ประชุมได้ ข้อ 20 มติของที่ประชุมให้ถือดังนี้
(1) การประชุมใหญ่ให้ถือคะแนนเสียง 3 ใน 4 ของสมาชิกที่มาประชุมขนาดนั้น
(2) การประชุมสามัญวิสามัญ และคณะกรรมการให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้นายกลงคะแนนเพิ่มอีกเสียงหนึ่ง เป็นเสียงชี้ขาด

หมวดที่ 5 อำนาจและหน้าที่กรรมการ

ข้อ 21 กรรมการแต่ละตำแหน่ง โดยปกติมีอำนาจและมีหน้าที่ดังนี้
(1) นายกมีหน้าที่บริหารกิจการของสมาคมให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ นโยบายและข้อบังคับของสมาคม มีหน้าที่เป็นประธานในการประชุมกรรมการ และที่ประชุมสมาชิก เป็นผู้รักษาระเบียบการประชุมนั้นๆ และรักษาการให้เป็นไปตามข้อบังคับนี้
(2) อุปนายก มีหน้าที่รักษาการแทนนายก ในเมื่อนายกไม่อาจปฏิบัติการได้ หากรักษาการแทนนายกในการประชุมย่อมมีเสียงชี้ขาดเช่นเดียวกับนาย
(3) เลขาธิการ มีหน้าที่ดำเนินกิจการของสมาคมโดยทั่วไป รักษาระเบียบวาระและรายงานการประชุม และเป็นกรรมการโดยตำแหน่งในคณะกรรมการทุกคณะที่กรรมการบริหารได้แต่งตั้งขึ้น
(4) เหรัญญิก มีหน้าที่รักษา และจ่ายเงินของสมาคม รวมทั้งทำบัญชีและดำเนินการเกี่ยวกับเงิน การบัญชีและดำเนินการเกี่ยวกับเงิน การบัญชีทั่วไป และการเรียกเก็บเงินค่าบำรุงจากสมาชิกด้วย

  •  นายทะเบียนมีหน้าที่รักษาทะเบียนสมาชิกและทะเบียนอื่นๆ อันเป็นหลักฐานให้เป็นการทันสมัยอยู่เสมอ
  • ปฏิคม มีหน้าที่ตอนรับสมาชิกทุกโอกาสที่มีการประชุม และต้อนรับผู้มาเยี่ยมสมาคมรักษาสถานที่ เก็บรักษาและจ่ายพัสดุของสมาคม
  • บรรณารักษ์ มีหน้าที่รักษาห้องสมุดและจัดระเบียบการรับผิดชอบในการเก็บและให้ยืมหนังสือ
  • สาราณียากร มีหน้าที่จัดทำบรรดาเอกสารต่างๆ เช่น ข่าวแถลงการณ์ หรือ นิตยสารของสมาคม เป็นต้น

ข้อ 22 ให้คณะกรรมการเป็นผู้วางระเบียบเกี่ยวกับการเงิน กำหนดอำนาจการจ่ายเงิน กำหนดอำนาจการจ่ายเงินของสมาคม ในหน้าที่นายก เหรัญญิก และและกรรมการอื่นๆ ผู้เกี่ยวข้องให้ถือปฏิบัติต่อไป
ข้อ 24 รายได้ใดๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับกิจการของสมาคม เช่น จากกิจการนิตยสาร ค่าบำรุงสมาชิก เงิน หรือ ทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้แก่สมาคม และรายได้จากการปฏิบัติงานของสมาคมเป็นของสมาคมทั้งสิ้น